Blog มีเนื้อหาเกี่ยวกับกองทุนรวมโดยถ่ายทอดในมุมมองของ FIN Mobile Application ที่จะเน้นเรื่องการติดตาม Performance กองทุนรวมทุกค่ายในประเทศไทย ตามช่วงเวลาต่างๆ ว่ากองไหนวิ่ง กองไหนนิ่ง รู้ได้ทันที
Tuesday, August 18, 2015
FIN Version 2.3 ออกแล้วนะครับ Update กันได้เลย
18 August 2015 - FIN มี update version ล่าสุดครับ Version 2.3 กด update กันได้เลยครับ ส่วนรายละเอียดว่ามี อะไรใหม่ ปรับปรุงอะไร ดูได้ที่ App Store - FIN App กองทุนรวม
Wednesday, August 5, 2015
ทำไมกองทุน Healthcare จึงน่าสนใจ (เตรียมพร้อม เมื่อตลาดโลกเข้าสู่ช่วง Market Correction)
ทำไมกองทุน Healthcare จึงน่าสนใจ
ระยะหลังๆ จะเห็นหลายบลจ. เริ่มออกกองทุนใหม่ๆ ที่เป็นกองทุนต่างประเทศในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare เช่น กรุงศรี กสิกร ออกกองทุน under กองทุนแม่ของ JP Morgan Funds - Global Healthcare Fund, UOB ออกกองทุน under กองทุนแม่ United Global Healthcare Fund เมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น มาปีนี้ ธนชาต ออก IPO กองทุน under กองทุนแม่ คือ Janus Capital Funds plc - Global Life Sciences Fund เนื่องจากผลตอบแทนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยดูจาก Benchmark ในอุตสาหกรรม Healthcare (MSCI World Health Care Index) อยู่เหนือ Benchmark ของตลาดโลก ตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน เป็นผลจากหลัง Hamburger crisis ทำให้ P/E ที่ต่ำกลับมาฟื้นตัวขึ้น บวกกับผลกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น และการปฏิรูปกฎหมายประกันสุขภาพในสหรัฐ (ObamaCare) ซึ่งถือว่ายังเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีก จากการเข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงวัยทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าในปี 2050 จะมีคนสูงอายุ 60+ มากขึ้นเป็น 3 เท่าของปี 2000 รวมทั้งความต้องการชีวิตที่ยืนยาว สุขภาพดี และอื่นๆ
source: MSCI.com
การเปรียบเทียบกองทุนว่าจะลงกองไหนดีผู้ลงทุนควรศึกษาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนแม่ (Master Fund) ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วย
โดยก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ Master Fund ของกองทุนที่แต่ละบลจ ได้ไปลงทุนกันก่อน
เปรียบเทียบ Performance กองทุน 4 กองจะเห็นว่าในช่วงต้น 2012 JPMorgan ออกตัวทำ performance อยู่เหนือกองอื่นๆ แต่ช่วงหลัง กอง Janus ทำผลงานได้ออกมาดีมากแซงหน้า JPMorgan ไปด้วยผลตอบแทนอันดับ 1 ใน 1y 50.05% ส่งผลให้ 3y 37.71%, 5y 29.62% ขี้นอันดับ 1 เช่นกัน ตามมาด้วย Wellington ทำได้ดีมากในช่วงหลังเช่นกัน 1y ได้ถึง 46.56% และ JPMorgan 1y ได้ 36.13% หากดูในระยะสั้น 1m, 3m, 6m กอง Janus ทำผลงานออกมาดี รองลงมา Wellington และ JPMorgan อย่างไรก็ตามทั้ง 4 กองมีผลตอบแทนเหนือBenchmark 

source: Funds.ft.com
ด้านความเสี่ยง Manulife จะมีความเสี่ยงน้อยสุด แต่ผลตอบแทนก็ลดลงมา ส่วนผลตอบแทนที่เกาะกลุ่มกัน 3 กอง แต่กองของ wellington จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า
source: Funds.ft.com
ด้านค่าใช้จ่าย total expense ratio กอง Wellington ต่ำสุด คือ 1.35% รองลงมา JPMorgan 1.90% Manulife 1.96% และสูงสุดคือ Janus 2.48% initial charge และ exit charge กอง Wellington ไม่เก็บ ทั้ง 2 ขา อีก 3 กอง เก็บ ขาเข้า ไม่เกิน 5% ขาออก JPmorgan ไม่เกิน 0.50% Janus ไม่เกิน 1% และ Manulife ไม่เก็บ
นอกจากจะเสียค่าธรรมเนียมจาก master fund แล้ว ก็จะมีค่าธรรมเนียมของกองทุนบลจ. ในไทยด้วย ถ้ารวมกับกองต่างประเทศ BCARE น่าจะเป็นกองที่ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่ำสุด แม้ว่าจะมีค่า exit charge แต่กองต่างประเทศไม่เก็บ
การให้ rating ของ morntingstar ระดับ 5 ดาว มี wellington, JPMorgan, Janus , UOB ส่วน Manulife ได้ 3 ดาว
เปรียบเทียบรูปแบบการลงทุน
บลจ. บัวหลวง - กอง master คือ Wellington Global Health Care Fund แม้ว่ากองนี้จะลงในหุ้น Large 30% และ Giant 28% เป็นหลัก แต่ก็เน้นการกระจายหุ้นในส่วนของ Medium Small Micro ด้วย โดยมีหุ้นใน portfolio ถึง 123 ตัว เพื่อที่จะรับผลตอบแทนมากขึ้นจากขนาดของบริษัท และส่วนใหญ่จะเน้นลงใน Pharmaceutical & Biotechnology 75% โดยการลงใน Biotech ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงนี้ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงมากด้วยเช่นกัน เนื่องจาก Biotech คือ การคิดค้น วิจัย ทำให้เกิดตัวยา วัคซีน ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านต่างๆ หากมีการจดสิทธิบัตรจะทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นมาก แต่ก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน คือ ตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยที่ต้องลงทุนสูง และแม้ว่าจะทำการวิจัยสำเร็จ แต่ขั้นตอนการจดสิทธิบัตรของ FDA มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และใช้เวลา รวมทั้งค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ช่วงนี้ อาจจะทำให้บริษัทขาดทุน และมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ สัดส่วนการลงทุนแยกตาม region เน้นลงใน US เกือบ 80% ใน Eurozone 13% แต่ที่ต่างจากกองอื่นคือ การลงใน Japan 7%
Wellington
source: trustnetoffshore.com data as of 31/07/2015
บลจ.กรุงศรี, กสิกร - กอง master คือ JPMorgan Funds - Global Healthcare Fund
เน้นการลงทุนในหุ้นยักใหญ่พื้นฐานดี โดยมีหุ้น Giant มากที่สุดถึง 57% และ Large 21% จำนวนหุ้นใน portfolio มี 89 ตัว ทั้งนี้หุ้นใน 10 อันดับแรกใน portfolio มีหุ้นยักใหญ่ 7 ตัวติดอันดับ Top 10 market cap คือ Johnson & Jonnson, Novartis, Roche Holding, Gilead Sciences, UnitedHealth Group, และ Bayer เน้นลงทุนใน Pharmaceutical 50% Biotech & Medical 26% สัดส่วนการลงทุนตาม region จะลงใน US 64% Europe-ex Euro 16% และ Eurozone 10%
JPMorgan
source:trustnetoffshore data as of 31/07/2015
บลจ. ธนชาต - กอง master คือ Janus Capital Funds plc - Global Life Sciences Fund เน้นลงทุนในหุ้น Giant 37% และ Large 22% กับ Medium 22% ซึ่งจะมีหุ้นจำนวน 94 ตัว ใน portfolio หุ้นยักใหญ่ เช่น Johnson & Johnson, Roche Holding, Sanofi, และ Amgen เน้นการลงทุนใน Pharmaceuticals 39% และ Life Sciences Tools & Services & Biotechnology 37% ซึ่ง Life Sciences Tools & Services คือ บริษัทที่ครอบคลุมตั้งแต่ คิดค้นยา พัฒนา ตลอดจนกระบวนการผลิต โดยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลองผลิตภัณฑ์ และบริการงานวิจัย การจัดจำหน่าย รวมทั้งบริษัทที่ให้บริการด้านเภสัชศาสตร์ (Pharmaceutical) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) สัดส่วนการลงทุนตาม region จะลงใน US มากเกือบ 80% Eurozone 8% และ Eurozone - ex Euro 7%
Janus
source:trustnetoffshore data as of 31/07/2015
บลจ. Manulife - กอง master คือ Manulife Global Fund Healthcare
เน้นลงทุนในหุ้น Giant 57% และ Large 42% ซึ่งจะมีหุ้นใน portfolio เพียงแค่ 32 ตัว หุ้นยักใหญ่ เช่น Merck & Co, Roche Holding, Amgen และ Novartis เน้นลงใน pharmaceuticals 44% Healthcare equipment & Supplies 23% สัดส่วนการลงทุนตาม region จะลงใน US มากที่สุด 75% Europe - ex Euro 8% United Kingdom 8%
Manulife
source:trustnetoffshore data as of 31/07/2015
บลจ. UOB - กอง master คือ UOB United Global Healthcare Fund เน้นลงทุนในหุ้น Large 30% Giant 20% และกระจายการลงทุนในหุ้นขนาด Medium Small Micro ด้วย เน้นลงใน pharmaceuticals 29% และ biotech 26% ลงใน US 64% Euro 12% และ Japan 7%
UOB
source:trustnetoffshore data as of 31/07/2015
บลจ. ภัทร - ไม่มีกอง master แต่เป็นการบริหารเอง โดยการเลือกลงทุนในหลายกองทุนรวมในต่างประเทศที่เป็นกองทุนแบบ ETF* ภายใต้หมวดต่างๆในอุตสาหกรรม Healthcare เช่น ETF ของกลุ่มบริษัทยา, ETF ของกลุ่มบริษัท Biotech ซึ่งใน portfolio ของภัทร จะมีกองทุน ETF ประมาณ 8 กอง เน้นการลงทุนใน Pharma 26% Biotech 24% Healthcare 20% และอื่นๆ ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็ทำได้ดี ผลตอบแทนอยู่เหนือ Benchmark** ทั้งนี้เป็นผลจากการเลือกลงกอง ETF ที่ให้ผลตอบแทนดี เช่น หมวด Biotech เป็นตลาดที่เติบโตสูงมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หากคำนวณจาก NASDAQ Biotechnology Index ให้ผลตอบแทน ประมาณ 35% ต่อปี *** ข้อดีของการลงทุนใน ETF คือจะเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการมีหุ้นหลายตัว แต่ข้อเสียของการลงทุนมากกว่า 1 กอง ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วย
Phatra
source: FIN - App กองทุนรวม Mutual Fund
หมายเหตุ
*ETF คือ exchange traded fund หรือเป็นการลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพสูงตามดัชนีอ้างอิงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิงของอุตสาหกรรมนั้นๆ ตัวอย่าง ดัชนี Set 50 ถ้าลงในกองทุน ETF Set 50 ผลตอบแทนจะได้ใกล้เคียง Set 50 Index จัดเป็น กองกลยุทธ์แบบ passive
**MSCI World Health Care Index เป็น Index ที่รวบรวมสัดส่วนหุ้นในทุกหมวดของอุตสาหกรรม healthcare ทั่วโลก
***คำนวณจาก NASDAQ Biotechnology Index data as of Aug 3, 2015
****ข้อมูล portfolio จาก FIN - App กองทุนรวม Mutual Fund สามารถ download ได้ที่ https://itunes.apple.com/th/app/fin-app-kxngthun-rwm-mutual/id972662339?mt=8
บลจ. Tisco - ไม่มีกอง master แต่เป็นการบริหารเอง โดยการเลือกลงทุนในหลายกองทุนรวมในต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงของอุตสาหกรรม healthcare หรืออาจจะมีกองทุนแบบ ETF ร่วมอยู่ด้วยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่เน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อผลตอบแทนสูงสุด ใน portfolio จะมีกองทุน ประมาณ 8 กอง ซึ่งมีกองที่เป็นที่รู้จักดีของ janus, JPMorgan และ Wellington แต่ที่โดดเด่นและทำผลตอบแทนเหนือกว่าก็มี อย่าง ของ Franklin Templeton, UBS เป็นต้น ถือว่าเป็นกองทุนที่น่าจับตามองอีกกองเช่นกัน ข้อดีคือ จะคัดกองทุนที่มีผลตอบแทนที่ดี ข้อเสียคือ แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนดีแต่ก็มีความเสี่ยงตามมาด้วย บวกค่าใช้จ่ายการบริหารกองทุนมากขึ้น
Tisco
source: FIN - App กองทุนรวม Mutual Fund
Price comparision
TEMBDAI:LX - Franklin Templeton, UBSEBIO;LX - UBS ผลตอนแทนเหนือ janus (Data as of Aug 03 2015, Bloomberg)
มองอย่างไรต่ออนาคตอุตสาหกรรม Healthcare
จากการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้ P/E ratio จาก 14 เท่า จนมาถึงช่วงเวลาปัจจุบันประมาณ 25 เท่า ทำให้ถูกมองว่า P/E สูงและมีราคาแพงและอาจจะปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่หรือไม่ ดังนั้นควรระวังความเสี่ยงระยะสั้นที่อาจจะเกิด และปัจจัยอื่นๆ เช่น Patent Cliff ของอุตสาหกรรมยา คือ ช่วงที่สิทธิบัตรของตัวยาที่มีชื่อเสียงกำลังจะทยอยหมดอายุ ทำให้มีคู่แข่งที่สามารถผลิต Generic Drugs ได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า ส่งผลต่อการแข่งขันที่สูงขึ้น การต่อต้านนโยบาย Obama care ของฝ่ายค้าน replublican อาจส่งผลต่อนโยบายหากได้รับการเลือกตั้งในปี 2016 ส่วนระยะยาวยังคงเติบโตตามโครงสร้างของจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่า จะมีผู้สูงอายุในปี 2050 กว่า 2 พันล้านคน ในขณะที่ US มีคนอเมริกันจ่ายค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยกว่าแปดพันเหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี และมีแนวโน้มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 17.5 ล้านคนในปี 2025 ซึ่งนั่นหมายถึงค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มมากขึ้น บวกกับหากยังมีการใช้นโยบาย Obama care อยู่ จะทำให้ มีผู้มีสิทธิเข้าถึงประกันสุขภาพและบริการด้านสุขภาพอีกกว่า 33 ล้านคนในปี 2022 และประเทศเกิดใหม่อย่าง จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เป็นต้น มีแนวโน้มของค่าใช้จ่ายด้าน Healthcare เพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศจีนจะมีผู้สูงอายุถึง 248 ล้านคนในปี 2020 นอกจากรับผลประโยชน์จาก Aging Sociaty แล้ว ยังมีการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกิดจากมลภาวะ ความรุนแรงของโรค โรคที่มีความซับซ้อน เป็นต้น
สรุปคือ หากผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกลุ่ม healthcare แต่ไม่แน่ใจว่าราคาได้สูงไปแล้วหรือไม่ ควรใช้วิธีแบบ เฉลี่ยการลงทุน (DCA) และเน้นการลงทุนแบบระยะยาว
Sunday, June 14, 2015
LTF/RMF อย่าคิดว่ากองไหนๆ ก็เหมือนกัน อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สนใจ
LTF/RMF อย่าคิดว่ากองไหนๆ ก็เหมือนกัน อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สนใจ เพราะจะทำให้เสียโอกาส คุณสามารถสับกองทุนได้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม ยกตัวอย่าง LTF
มาดูผลตอบแทน LTF กันก่อนการตัดสินใจสับกองทุน
Top ผลตอบแทนสูงสุด 3 ปี ของ LTF อยู่ที่ 70.37% ต่ำสุด ประมาณ 2%
Top ผลตอบแทนสูงสุด 5 ปี ของ LTF อยู่ที่ 177.76% ต่ำสุด ประมาณ 6%
Top ผลตอบแทนสูงสุด 5 ปี ของ LTF อยู่ที่ 177.76% ต่ำสุด ประมาณ 6%
จะเห็นว่าถ้าเราไม่ทำอะไรปล่อยทิ้งไว้ 3-5ปี ความแตกต่างของผลตอบแทนกองทุนนั้นห่างกันมาก ขึ้นอยู่กับฝีมือการจัดการของแต่ละกอง และกองที่คุณถืออยู่มีผลตอบแทนเป็นอย่างไร ควรเปลี่ยนแล้วหรือยัง อย่างที่บอกว่า LTF เป็นกองทุนที่ควรดูในระยะกลาง ยาว เพราะคุณต้องถือให้ครบกำหนดระยะเวลา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การเอาเงินไว้ในกองทุนระยะยาวโอกาสผลตอบแทนจะติดลบมีน้อยมาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเรามีทิศทางแบบ Long up trend ขาขึ้นในระยะยาว ดังนั้นควรดูผลตอบแทนกองทุนที่ 3 ปี 5 ปี ขึ้นไป ส่วนผลตอบแทนในระยะสั้นไว้ดูประกอบว่าเราทนการขึ้นลงแรงๆ ตามสภาวะตลาดในขณะนั้นๆ ได้รึเปล่า
จากตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนสูงสุด 3 ปี ของกองทุน LTF จาก 15 อันดับแรก พบว่า
- 14 กอง คือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นมากกว่า 70% และ 1 กอง เป็นกองที่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้น 70% และ 30% อยู่ในเงินฝาก ตราสารหนี้ ฯลฯ ที่มีสภาพคล่อง หรือความเสี่ยงต่ำ (70/30-D LTF )โดยทั้ง 15 กอง เป็นการจัดการกองทุนแบบ active คือมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Set Index)
- 6 กอง เป็นกองทุนที่ให้เงินปันผลด้วย คือ VALUE-D LTF, MV-LTF, T-LTFD, PHATRA LTFD, 70/30-D LTFและ BIG CAP-D LTF
- เปรียบเทียบในช่วงขาลงของตลาดหุ้น ระยะ 1M, 3M, 6M มีกองที่ทำได้ดีแม้ว่าจะติดลบ ก็ลบในระดับที่ไม่มาก คือ B-LTF (-1.8,-1.3,-2.3), MS-CORE LTF (-2.8,-1.4,-1.9) , VALUE-D LTF ( -2.9,-1.9,-1.6), CIMB-PRINCIPAL (-3.1, -1.9, +0.9)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้น ผู้ลงทุนสามารถเลือกว่าจะลงในกองไหนตามรูปแบบที่อยากได้ เช่น
- ชื่นชอบกองที่ active มากๆ ได้ผลตอบแทนสูง รับได้กับแรงเหวี่ยงของตลาดหุ้น ก็เลือกกองที่ลงในหุ้นเป็นหลัก และให้ผลตอบแทนดี (หลายคนพบว่าลงในกองทุนหุ้นดีกว่ามาเล่นหุ้นเอง ติดลบน้อยกว่าหรือให้ผลตอบแทนที่มากกว่าเล่นเองค่ะ) เช่น CG-LTF, EP-LTF, MS-CORE LTF(กองโดดเด่น ที่ให้ผลตอบแทนลำดับ 3 และยังทำผลงานดีในสภาวะตลาดขาลง ติดลบน้อย) เป็นต้น
- ชื่นชอบกองที่ active ด้วย แต่อยาก play save ไว้บ้าง เลือกกองที่ลงในหุ้น 70% ในเงินฝาก ตราสารหนี้ ฯลฯ 30% เช่น 70/30-D LTF
- ชื่นชอบกองที่มีผลประกอบการดี และปันผลด้วย (ยอมรับการหักภาษีจากเงินปันผล 10% ได้) ซึ่งมี 6 กองที่โดดเด่น เช่น VALUE-D LTF, MV-LTF, T-LTFD, 70/30-D LTFและ BIG CAP-D LTF
- ชื่นชอบกองที่มีผลประกอบการดีด้วย และในช่วงตลาดที่ผันผวนก็ยังสามารถควบคุมให้ติดลบไม่มากได้ ซึ่งตรงนี้มีหลายคนที่ชื่นชอบนะคะ เช่น B-LTF, MS-CORE LTF, VALUE-D LTF, CIMB-PRINCIPAL
ทั้งนี้ผู้ลงทุนสามารถใช้ FIN App ในการ monitor กองทุนที่เราเลือกถืออยู่ว่ายังมีประสิทธิภาพเหมือนเดิมหรือไม่ มีกองไหนทำได้ดีอีก เราสามารถสับเปลี่ยนกองได้ แต่ทั้งนี้ไม่ควรสับเปลี่ยนกองบ่อยๆ เพราะว่ายังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องคิดด้วยค่ะ
บทความรู้ทะลุ LTF ตอน 1 และ 2 ของคุณ TaxBugnoms (บล๊อกภาษีข้างถนน) จะทำให้เข้าใจ LTF และการสับกองทุน ได้มากขึ้นค่ะ
Credit รูป siamchart
Friday, May 29, 2015
Preview clip - Feature ความสามารถต่างๆ ของ FIN - App ดูกองทุนรวม Mutual Fund
ทดลองทำ Clip 30 วินาที เพื่อ demo function ความสามารถของ FIN 2.0 -- App ดูกองทุนรวมบน iOS ลองดูจาก Youtube link ด้านล่างนี้ครับ
Clip URL: https://youtu.be/ILkP7FEyl00
คำเตือน: Clip นี้เหมาะสำหรับคนรักการออมและการลงทุน ทุกเพศ ทุกวัย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมและแชร์ต่อ ;D
ใครยังไม่ได้โหลด FIN App กองทุนรวม Mutual Fund -- โหลดได้เลยครับ ที่ App Store https://itunes.apple.com/th/app/fin-app-kxngthun-rwm-mutual/id972662339?mt=8
Friday, May 15, 2015
วิธีการคิดต้นทุน NAV ของ App FIN กองทุนรวม Mutual Fund ใช้เป็นแบบ FIFO ครับ
วิธีการคิดต้นทุน NAV ที่ใช้ใน FIN ส่วนของ Portfolio (ช่อง Cost ในหน้า Portfolio ของ App FIN ตามรูปตัวอย่างด้านล่าง) ผมใช้เป็นแบบ FIFO นะครับ ทีนี้เพื่อให้ชัดเจนสำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่า FIFO คิดอย่างไร เลยเขียนมาบรรยายเพิ่มเติมนิดนึงฮะ
ส่วนใครที่ยังไม่ได้ใช้ FIN ลองโหลดมาใช้ครับ ที่ https://itunes.apple.com/th/app/fin-app-kxngthun-rwm-mutual/id972662339?mt=8
ปกติการลงต้นทุนของสินค้าในบัญชีจะมี 3 ระบบหลัก คือ แบบ Average, FIFO, LIFO
# Average จะเป็นการรวมราคาต้นทุนที่ซื้อไว้ทั้งหมดหารด้วยจำนวนหน่วยที่เหลือ
# FIFO (First in First out) สินค้าเข้าก่อนคิดเป็นต้นทุนออกก่อน คำนวณโดยเอาราคาต้นทุนสินค้าที่ซื้อเข้ามาก่อนเป็นต้นทุนหากมีการขายออกไป
# LIFO (Last in First out) สินค้าที่เข้ามาหลังสุด คิดเป็นต้นทุนออกไปก่อน คำนวณโดยเอาราคาต้นทุนสินค้าที่ซื้อหลังสุดเป็นต้นทุนหากมีการขายออกไป
ซึ่งโดยมากวิธีการคิดต้นทุน NAV กองทุนรวมจะใช้แบบ FIFO และ Average เป็นส่วนใหญ่ และเนื่องจากระบบ FIFO เป็นระบบที่ใช้ในการคิดต้นทุนกองทุนรวม LTF ตามกำหนดการเสียภาษี
ตัวอย่าง
Day 1 ซื้อ กองทุน A @ 10 B จำนวน 100 หน่วย
Day 2 ซื้อ กองทุน A @ 12 B จำนวน 200 หน่วย
Day 3 ซื้อ กองทุน A @ 15 B จำนวน 50 หน่วย
Day 4 ขาย กองทุน A @ 16 B จำนวน 100 หน่วย
Day 5 ขาย กองทุน A @ 20 B จำนวน 250 หน่วย
Day 1 ซื้อ กองทุน A @ 10 B จำนวน 100 หน่วย
Day 2 ซื้อ กองทุน A @ 12 B จำนวน 200 หน่วย
Day 3 ซื้อ กองทุน A @ 15 B จำนวน 50 หน่วย
Day 4 ขาย กองทุน A @ 16 B จำนวน 100 หน่วย
Day 5 ขาย กองทุน A @ 20 B จำนวน 250 หน่วย
วิธีการคำนวณ แบบ FIFO
เมื่อมีการขายเกิดขึ้นจะคิดต้นทุนราคาของหน่วยที่ราคา 10 บาท ก่อน ดังนั้น ขายราคาที่ 16 - 10 บาทจะรับรู้กำไรที่ 6 บาท หลังจากขายวันที่ 4 แล้วสามารถหา average ณ Day 4 ของ FIFO ได้ 12.6
เมื่อมีการขายเกิดขึ้นจะคิดต้นทุนราคาของหน่วยที่ราคา 10 บาท ก่อน ดังนั้น ขายราคาที่ 16 - 10 บาทจะรับรู้กำไรที่ 6 บาท หลังจากขายวันที่ 4 แล้วสามารถหา average ณ Day 4 ของ FIFO ได้ 12.6
วิธีการคำนวณ แบบ Average
คิดคำนวณ Average ทุกครั้งที่มีการซื้อหน่วยลงทุนมาเพิ่ม หากมีการขายออก ต้นทุนเฉลี่ยจะยังคงเดิม
คิดคำนวณ Average ทุกครั้งที่มีการซื้อหน่วยลงทุนมาเพิ่ม หากมีการขายออก ต้นทุนเฉลี่ยจะยังคงเดิม
ข้อสังเกตุ
ทั้ง 2 วิธี หากมีแต่การซื้อหน่วยลงทุนอย่างเดียว ค่าเฉลี่ยที่ได้จะเท่ากัน
แม้ว่าต้นทุนจะแตกต่างกัน แต่ว่าผลสุดท้ายถ้าขายหมดก็จะได้กำไรเท่ากัน
ข้อมูลเพิ่มเติมลองดูตัวอย่างที่:https://www.nomuradirect.com/th/help/information-faqs.aspx
ทั้ง 2 วิธี หากมีแต่การซื้อหน่วยลงทุนอย่างเดียว ค่าเฉลี่ยที่ได้จะเท่ากัน
แม้ว่าต้นทุนจะแตกต่างกัน แต่ว่าผลสุดท้ายถ้าขายหมดก็จะได้กำไรเท่ากัน
ข้อมูลเพิ่มเติมลองดูตัวอย่างที่:https://www.nomuradirect.com/th/help/information-faqs.aspx
Saturday, April 25, 2015
FIN 2.0 Version ล่าสุด เตรียมให้โหลดแล้วในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ 27 April 2015
FIN Version 2.0 ล่าสุดน่าจะเริ่มให้โหลดได้ภายในกลางสัปดาห์ที่จะถึงนี้ (28-29 April 2015) มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมความสามารถหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องหลัก และ เรื่องรอง โดยใน blog นี้ขอพูดถึงเฉพาะเรื่องหลักๆ นะครับ
เรื่องหลัก
เรื่องหลัก
- เพิ่ม Watch List เพื่อเอาไว้ติดตามกองทุนรวมที่สนใจเท่านั้น
- เพิ่มความสามารถด้านการทำ Fund Compare ในหน้า Watch List ได้ทั้งในรูปแบบ Rank และ Chart โดยเป็นการเปรียบเทียบในเชิงของ Performance เป็นหลัก
- ยกเครื่อง Portfolio ใหม่ยกชุด
- เพิ่มข้อมูลปันผล และ ข้อมูลราคา NAV ย้อนหลังเข้าไปใน Fund Profile
| FIN Watch List: Rank and Compare ทำได้ 2 Functions |
| FIN Portfolio 2.0 ยกเครื่องใหม่ |
| FIN Portfolio แบบ Pie Chart เพื่อดูสัดส่วน |
| FIN Fund Profile แสดงราคา NAV ย้อนหลัง |
| FIN Fund Profile ที่เพิ่มปุ่มในส่วนของ Chart, Dividend และ Info |
| FIN Fund Profile ในส่วนของ Dividend |
| FIN Fund Rank มีการปรับเพิ่มเติมเล็กน้อย โดยแสดงรูปหมุด ในกรณีที่ Fund นั้นอยู่ใน Portfolio หรือ Watch List |
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่มีการปรับปรุง ก็เช่น ในส่วนของ Portfolio เรื่องของการคิดต้นทุน ให้เป็นแบบ FIFO (First-in, First-out) นะครับ ปรับปรุงเรื่องการ Search Fund ให้ฉลาดยิ่งขึ้น การปรับปรุง Push Notification และ เรื่องอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ผมจำไม่ได้ ปรับไปหลายเรื่องมาก ทำช่วงสงกรานต์ :)
ก็หวังว่าคงจะชอบกันนะครับ และเหมือนเดิม หากมีข้อคิดเห็น หรือ คำแนะนำใดๆ ก็แจ้งได้ผ่านทาง Feedback ใน App เลย หรือว่า โพสต์เข้ามาทาง Facebook หรือใน Blog นี้ก็ได้เช่นกัน ได้ทุกทาง ผมตั้งใจทำ App ตัวนี้เพื่อฝึกฝีมือทักษะการพัฒนา App บน iOS ครับ ฉะนั้นถ้า iOS มี Technology อะไรใหม่ๆ เช่น Apple Watch ผมก็คงนำมา integrate ร่วมกัน ในเร็ววันครับ อยากทำ App นี้ให้เจ๋งๆ ฮะ :D
Saturday, March 21, 2015
FIN Update Version ล่าสุด เป็น Version 1.0.1 ขึ้น App Store เรียบร้อยแล้ว
วันนี้เวลาประมาณเที่ยงวัน Apple นำ FIN App - กองทุนรวม Mutual Fund Version ล่าสุดขึ้น App Store แล้วนะครับ สามารถโหลดหรือ Update ได้เลย โดย Version นี้ ปรับปรุง 3 เรื่องครับ
1. รองรับ iPhone 5, 5C, 4S, iPad , iPad Mini (กลุ่ม iDevice ที่ใช้ CPU 32-bit)
2. เพิ่ม Feature auto-complete เพื่อเป็นตัวช่วยขณะทำการ add portfolio transaction
3. แก้บั๊กอื่นๆ อีกเล็กๆ น้อยๆ
Update กันได้เลย และถ้ามี Feedback ก็สามารถกดส่งผ่านมาทาง Application ได้ทันที ขอบคุณครับ
1. รองรับ iPhone 5, 5C, 4S, iPad , iPad Mini (กลุ่ม iDevice ที่ใช้ CPU 32-bit)
2. เพิ่ม Feature auto-complete เพื่อเป็นตัวช่วยขณะทำการ add portfolio transaction
3. แก้บั๊กอื่นๆ อีกเล็กๆ น้อยๆ
Update กันได้เลย และถ้ามี Feedback ก็สามารถกดส่งผ่านมาทาง Application ได้ทันที ขอบคุณครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)















