Sunday, June 14, 2015

LTF/RMF อย่าคิดว่ากองไหนๆ ก็เหมือนกัน อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สนใจ

LTF/RMF อย่าคิดว่ากองไหนๆ ก็เหมือนกัน อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สนใจ เพราะจะทำให้เสียโอกาส คุณสามารถสับกองทุนได้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม ยกตัวอย่าง LTF 

มาดูผลตอบแทน LTF กันก่อนการตัดสินใจสับกองทุน
Top ผลตอบแทนสูงสุด 3 ปี ของ LTF อยู่ที่ 70.37% ต่ำสุด ประมาณ 2%
Top ผลตอบแทนสูงสุด 5 ปี ของ LTF อยู่ที่ 177.76% ต่ำสุด ประมาณ 6%

จะเห็นว่าถ้าเราไม่ทำอะไรปล่อยทิ้งไว้ 3-5ปี ความแตกต่างของผลตอบแทนกองทุนนั้นห่างกันมาก ขึ้นอยู่กับฝีมือการจัดการของแต่ละกอง และกองที่คุณถืออยู่มีผลตอบแทนเป็นอย่างไร ควรเปลี่ยนแล้วหรือยัง อย่างที่บอกว่า LTF เป็นกองทุนที่ควรดูในระยะกลาง ยาว เพราะคุณต้องถือให้ครบกำหนดระยะเวลา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การเอาเงินไว้ในกองทุนระยะยาวโอกาสผลตอบแทนจะติดลบมีน้อยมาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเรามีทิศทางแบบ Long up trend ขาขึ้นในระยะยาว ดังนั้นควรดูผลตอบแทนกองทุนที่ 3 ปี 5 ปี ขึ้นไป ส่วนผลตอบแทนในระยะสั้นไว้ดูประกอบว่าเราทนการขึ้นลงแรงๆ ตามสภาวะตลาดในขณะนั้นๆ ได้รึเปล่า



จากตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนสูงสุด 3 ปี ของกองทุน LTF จาก 15 อันดับแรก พบว่า
  • 14 กอง คือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นมากกว่า 70% และ 1 กอง เป็นกองที่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้น 70% และ 30% อยู่ในเงินฝาก ตราสารหนี้ ฯลฯ ที่มีสภาพคล่อง หรือความเสี่ยงต่ำ (70/30-D LTF )โดยทั้ง 15 กอง เป็นการจัดการกองทุนแบบ active คือมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Set Index) 
  • 6 กอง เป็นกองทุนที่ให้เงินปันผลด้วย คือ VALUE-D LTF, MV-LTF, T-LTFD, PHATRA LTFD, 70/30-D LTFและ BIG CAP-D LTF
  • เปรียบเทียบในช่วงขาลงของตลาดหุ้น ระยะ 1M, 3M, 6M มีกองที่ทำได้ดีแม้ว่าจะติดลบ ก็ลบในระดับที่ไม่มาก คือ B-LTF (-1.8,-1.3,-2.3), MS-CORE LTF (-2.8,-1.4,-1.9) , VALUE-D LTF ( -2.9,-1.9,-1.6), CIMB-PRINCIPAL (-3.1, -1.9, +0.9)


จากการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้น ผู้ลงทุนสามารถเลือกว่าจะลงในกองไหนตามรูปแบบที่อยากได้ เช่น
  • ชื่นชอบกองที่ active มากๆ ได้ผลตอบแทนสูง รับได้กับแรงเหวี่ยงของตลาดหุ้น ก็เลือกกองที่ลงในหุ้นเป็นหลัก และให้ผลตอบแทนดี (หลายคนพบว่าลงในกองทุนหุ้นดีกว่ามาเล่นหุ้นเอง ติดลบน้อยกว่าหรือให้ผลตอบแทนที่มากกว่าเล่นเองค่ะ) เช่น CG-LTF, EP-LTF, MS-CORE LTF(กองโดดเด่น ที่ให้ผลตอบแทนลำดับ 3 และยังทำผลงานดีในสภาวะตลาดขาลง ติดลบน้อย) เป็นต้น
  • ชื่นชอบกองที่ active ด้วย แต่อยาก play save ไว้บ้าง เลือกกองที่ลงในหุ้น 70% ในเงินฝาก ตราสารหนี้ ฯลฯ 30% เช่น 70/30-D LTF
  • ชื่นชอบกองที่มีผลประกอบการดี และปันผลด้วย (ยอมรับการหักภาษีจากเงินปันผล 10% ได้) ซึ่งมี 6 กองที่โดดเด่น เช่น VALUE-D LTF, MV-LTF, T-LTFD, 70/30-D LTFและ BIG CAP-D LTF
  • ชื่นชอบกองที่มีผลประกอบการดีด้วย และในช่วงตลาดที่ผันผวนก็ยังสามารถควบคุมให้ติดลบไม่มากได้ ซึ่งตรงนี้มีหลายคนที่ชื่นชอบนะคะ เช่น B-LTF, MS-CORE LTF, VALUE-D LTF, CIMB-PRINCIPAL

ทั้งนี้ผู้ลงทุนสามารถใช้ FIN App ในการ monitor กองทุนที่เราเลือกถืออยู่ว่ายังมีประสิทธิภาพเหมือนเดิมหรือไม่ มีกองไหนทำได้ดีอีก เราสามารถสับเปลี่ยนกองได้ แต่ทั้งนี้ไม่ควรสับเปลี่ยนกองบ่อยๆ เพราะว่ายังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องคิดด้วยค่ะ

บทความรู้ทะลุ LTF ตอน 1 และ 2 ของคุณ TaxBugnoms (บล๊อกภาษีข้างถนน) จะทำให้เข้าใจ LTF และการสับกองทุน ได้มากขึ้นค่ะ

Credit รูป siamchart

Friday, May 29, 2015

Preview clip - Feature ความสามารถต่างๆ ของ FIN - App ดูกองทุนรวม Mutual Fund

ทดลองทำ Clip 30 วินาที เพื่อ demo function ความสามารถของ FIN 2.0 -- App ดูกองทุนรวมบน iOS  ลองดูจาก Youtube link ด้านล่างนี้ครับ 


คำเตือน: Clip นี้เหมาะสำหรับคนรักการออมและการลงทุน ทุกเพศ ทุกวัย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมและแชร์ต่อ ;D 


ใครยังไม่ได้โหลด FIN App กองทุนรวม Mutual Fund -- โหลดได้เลยครับ ที่ App Store https://itunes.apple.com/th/app/fin-app-kxngthun-rwm-mutual/id972662339?mt=8



Friday, May 15, 2015

วิธีการคิดต้นทุน NAV ของ App FIN กองทุนรวม Mutual Fund ใช้เป็นแบบ FIFO ครับ

วิธีการคิดต้นทุน NAV ที่ใช้ใน FIN ส่วนของ Portfolio (ช่อง Cost ในหน้า Portfolio ของ App FIN ตามรูปตัวอย่างด้านล่าง) ผมใช้เป็นแบบ FIFO นะครับ ทีนี้เพื่อให้ชัดเจนสำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่า FIFO คิดอย่างไร เลยเขียนมาบรรยายเพิ่มเติมนิดนึงฮะ

ส่วนใครที่ยังไม่ได้ใช้ FIN ลองโหลดมาใช้ครับ ที่ https://itunes.apple.com/th/app/fin-app-kxngthun-rwm-mutual/id972662339?mt=8



ปกติการลงต้นทุนของสินค้าในบัญชีจะมี 3 ระบบหลัก คือ แบบ Average, FIFO, LIFO

# Average จะเป็นการรวมราคาต้นทุนที่ซื้อไว้ทั้งหมดหารด้วยจำนวนหน่วยที่เหลือ
# FIFO (First in First out) สินค้าเข้าก่อนคิดเป็นต้นทุนออกก่อน คำนวณโดยเอาราคาต้นทุนสินค้าที่ซื้อเข้ามาก่อนเป็นต้นทุนหากมีการขายออกไป 
# LIFO (Last in First out) สินค้าที่เข้ามาหลังสุด คิดเป็นต้นทุนออกไปก่อน คำนวณโดยเอาราคาต้นทุนสินค้าที่ซื้อหลังสุดเป็นต้นทุนหากมีการขายออกไป

ซึ่งโดยมากวิธีการคิดต้นทุน NAV กองทุนรวมจะใช้แบบ FIFO และ Average เป็นส่วนใหญ่ และเนื่องจากระบบ FIFO เป็นระบบที่ใช้ในการคิดต้นทุนกองทุนรวม LTF ตามกำหนดการเสียภาษี
ตัวอย่าง
Day 1 ซื้อ กองทุน A @ 10 B จำนวน 100 หน่วย
Day 2 ซื้อ กองทุน A @ 12 B จำนวน 200 หน่วย
Day 3 ซื้อ กองทุน A @ 15 B จำนวน 50 หน่วย
Day 4 ขาย กองทุน A @ 16 B จำนวน 100 หน่วย
Day 5 ขาย กองทุน A @ 20 B จำนวน 250 หน่วย

วิธีการคำนวณ แบบ FIFO
เมื่อมีการขายเกิดขึ้นจะคิดต้นทุนราคาของหน่วยที่ราคา 10 บาท ก่อน ดังนั้น ขายราคาที่ 16 - 10 บาทจะรับรู้กำไรที่ 6 บาท หลังจากขายวันที่ 4 แล้วสามารถหา average ณ Day 4 ของ FIFO ได้ 12.6

วิธีการคำนวณ แบบ Average
คิดคำนวณ Average ทุกครั้งที่มีการซื้อหน่วยลงทุนมาเพิ่ม หากมีการขายออก ต้นทุนเฉลี่ยจะยังคงเดิม

ข้อสังเกตุ
ทั้ง 2 วิธี หากมีแต่การซื้อหน่วยลงทุนอย่างเดียว ค่าเฉลี่ยที่ได้จะเท่ากัน
แม้ว่าต้นทุนจะแตกต่างกัน แต่ว่าผลสุดท้ายถ้าขายหมดก็จะได้กำไรเท่ากัน
ข้อมูลเพิ่มเติมลองดูตัวอย่างที่:https://www.nomuradirect.com/th/help/information-faqs.aspx

Saturday, April 25, 2015

FIN 2.0 Version ล่าสุด เตรียมให้โหลดแล้วในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ 27 April 2015

FIN Version 2.0 ล่าสุดน่าจะเริ่มให้โหลดได้ภายในกลางสัปดาห์ที่จะถึงนี้ (28-29 April 2015) มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมความสามารถหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องหลัก และ เรื่องรอง โดยใน blog นี้ขอพูดถึงเฉพาะเรื่องหลักๆ นะครับ

เรื่องหลัก

  • เพิ่ม Watch List เพื่อเอาไว้ติดตามกองทุนรวมที่สนใจเท่านั้น
  • เพิ่มความสามารถด้านการทำ Fund Compare ในหน้า Watch List ได้ทั้งในรูปแบบ Rank และ Chart โดยเป็นการเปรียบเทียบในเชิงของ Performance เป็นหลัก
  • ยกเครื่อง Portfolio ใหม่ยกชุด 
  • เพิ่มข้อมูลปันผล และ ข้อมูลราคา NAV ย้อนหลังเข้าไปใน Fund Profile

FIN Watch List: Rank and Compare ทำได้ 2 Functions 

FIN Portfolio 2.0 ยกเครื่องใหม่ 


FIN Portfolio แบบ Pie Chart เพื่อดูสัดส่วน

FIN Fund Profile แสดงราคา NAV ย้อนหลัง

FIN Fund Profile ที่เพิ่มปุ่มในส่วนของ Chart, Dividend และ Info

FIN Fund Profile ในส่วนของ Dividend

FIN Fund Rank มีการปรับเพิ่มเติมเล็กน้อย โดยแสดงรูปหมุด ในกรณีที่ Fund นั้นอยู่ใน Portfolio หรือ Watch List

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่มีการปรับปรุง ก็เช่น ในส่วนของ Portfolio เรื่องของการคิดต้นทุน ให้เป็นแบบ FIFO (First-in, First-out) นะครับ  ปรับปรุงเรื่องการ Search Fund ให้ฉลาดยิ่งขึ้น  การปรับปรุง Push Notification  และ เรื่องอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ผมจำไม่ได้ ปรับไปหลายเรื่องมาก ทำช่วงสงกรานต์ :)

ก็หวังว่าคงจะชอบกันนะครับ และเหมือนเดิม หากมีข้อคิดเห็น หรือ คำแนะนำใดๆ ก็แจ้งได้ผ่านทาง Feedback ใน App เลย หรือว่า โพสต์เข้ามาทาง Facebook หรือใน Blog นี้ก็ได้เช่นกัน ได้ทุกทาง  ผมตั้งใจทำ App ตัวนี้เพื่อฝึกฝีมือทักษะการพัฒนา App บน iOS ครับ  ฉะนั้นถ้า iOS มี Technology อะไรใหม่ๆ เช่น Apple Watch  ผมก็คงนำมา integrate ร่วมกัน ในเร็ววันครับ  อยากทำ App นี้ให้เจ๋งๆ ฮะ :D





Saturday, March 21, 2015

FIN Update Version ล่าสุด เป็น Version 1.0.1 ขึ้น App Store เรียบร้อยแล้ว

วันนี้เวลาประมาณเที่ยงวัน Apple นำ FIN App - กองทุนรวม Mutual Fund Version ล่าสุดขึ้น App Store แล้วนะครับ สามารถโหลดหรือ Update ได้เลย โดย Version นี้ ปรับปรุง 3 เรื่องครับ

1. รองรับ iPhone 5, 5C, 4S, iPad , iPad Mini (กลุ่ม iDevice ที่ใช้ CPU 32-bit)
2. เพิ่ม Feature auto-complete เพื่อเป็นตัวช่วยขณะทำการ  add portfolio transaction
3. แก้บั๊กอื่นๆ อีกเล็กๆ น้อยๆ

Update กันได้เลย และถ้ามี Feedback ก็สามารถกดส่งผ่านมาทาง Application ได้ทันที  ขอบคุณครับ


Thursday, March 12, 2015

Updated: FIN App - List iOS Device ที่สามารถใช้งาน FIN App version 1.0 ได้



เช้านี้ 12 March 2015, ผู้ใช้กลุ่มแรก (Early adopter) แจ้งมาว่า App มีปัญหากับ iPhone 5 นะครับ เดี๋ยวทางเราจะ fix bug แล้ว release ไปใน version ถัดไปเร็วๆ นี้ครับ 

List รุ่นที่ใช้งานได้ที่ได้รับแจ้งจาก Early adopter user มีดังนี้
  • iPhone 5S 
  • iPhone 6 
  • iPhone 6 Plus 
  • iPad Air 2 (รันแบบ scale mode) 
  • iPad Mini Retina (รันแบบ scale mode)
หากพบปัญหาอื่นใด หรือ Feature request อื่นใด แจ้งได้เลยครับ ขอบคุณ ผู้ใช้กลุ่ม Early adopter มาไว้ ณ ที่นี้ :)


ผู้เยี่ยมชมท่านใด ต้องการใช้ FIN สามารถเข้าที่ App Store แล้วโหลดได้เลยครับ

https://itunes.apple.com/th/app/fin-app-kxngthun-rwm-mutual/id972662339?mt=8

Sunday, March 8, 2015

ตัวอย่างการใช้ FIN App เพื่อดูว่าเราลงทุนถูกกองทุน หรือว่า ลงผิดกองทุน (เสียโอกาส) หรือไม่

ในช่วง 5-6 ปีที่แล้ว ประมาณปี 2009  ตัวผมเองก็เริ่มใช้บริการกองทุนรวมแบบลงเงินจริงจังมากขึ้น แต่ทว่า ณ ขณะนั้น เราจะเลือกกองทุนที่ มีชื่อเสียง เป็นบริษัทภายใต้ Bank สีขนาดใหญ่  ลงทุนไป โดยไม่ได้ดูว่า อยู่ถูกกอง หรือ อยู่ผิดกอง  โชคดีที่ว่า ช่วงปี 2009-2011 นั้น  ตลาดหุ้นภาพรวม มันก็ลากกันขึ้นหมด ดังนั้นก็จะเห็นว่ามันมีกำไร ก็พอใจแล้ว  จำไม่ได้ว่ากำไรกันที่กี่ % แต่ก็กำไรแหล่ะ

แต่เราไม่ได้ดูในรายละเอียดว่า  ในช่วงเวลาเดียวกัน มันมีอีกหลายๆ กอง ที่กำไรมากกว่า อาจจะเป็นเท่าตัว โดยใช้ระยะเวลาเท่ากัน  นั่นแปลว่า  เราเสียโอกาสโดยที่เราไม่รู้ตัว !!!

Blog นี้จะชี้ให้เห็นภาพครับ ว่า การอยู่ถูกกอง กับ การอยู่ผิดกองนั้น  โดยใช้ระยะเวลาลงทุนเท่ากันนั้น ผลต่างมันเยอะพอสมควร อย่างมีนัยยะสำคัญเลยทีเดียว ยกตัวอย่าง กองทุน LTF และ RMF ที่ดีที่สุด Top5 ตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2558

กองทุน LTF ที่มี Performance ที่ดีที่สุด
นับจากต้นปี 2558 จนถึง 6 มีนาคม 2558 (YTD) รวมระยะเวลาประมาณ 2 เดือน

กองทุน RMF ที่มี Performance ที่ดีที่สุด 
นับจากต้นปี 2558 จนถึง 6 มีนาคม 2558 (YTD) รวมระยะเวลาประมาณ 2 เดือน

จะเห็นว่า กองทุน LTF Top5 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทำกำไรได้อยู่ในช่วง  +7% ถึง +9%  ในขณะที่กลุ่ม RMF Top5 ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ทำกำไรได้ในช่วง  +8% ถึง +15%  (โอว้ เยอะกว่า LTF)  ก็อย่างที่ผมโปรยนำไว้ครับ ถ้าเราอยู่ "ถูกกอง"  เช่นมี LTF/RMF อยู่ในกลุ่ม Top 5 นี้  ก็จะได้ กำไร ตามนี้ในช่วงเวลาอ้างอิงเดียวกัน  อย่างผมเองก็จะมี CG-LTF และ KTSE-RMF ทั้งคู่ก็อยู่ในวงนี้ ก็ happy , good feeling ดีครับ  :)

ทีนี้ลองมาดู ในมุมตรงกันข้ามบ้าง   เราจะใช้ FIN ให้เรียงลำดับในทางตรงกันข้าม  กดตรง Icon ด้านขวาบน ที่เป็นไอคอนอยู่ข้างๆ ปุ่ม Search (แว่นขยาย)

กองทุน LTF ที่มี Performance ในทางกลับกัน 
นับจากต้นปี 2558 จนถึง 6 มีนาคม 2558 (YTD) รวมระยะเวลาประมาณ 2 เดือน

กองทุน RMF ที่มี Performance ในทางกลับกัน 
นับจากต้นปี 2558 จนถึง 6 มีนาคม 2558 (YTD) รวมระยะเวลาประมาณ 2 เดือน

เราจะเห็นว่าในมุมกลับกัน LTF/RMF จะทำกำไรหรือทำขาดทุน ได้อยู่ในช่วงแถวๆ 0% ถึง +0.3% เท่านั้น    ซึ่งแน่นอนในกลุ่มนี้จะมี LTF กองที่ใช้ SET50 Futures ทำประกันความเสี่ยงไว้เช่น KSDLTF หรือ 1SMART-LTF ทำให้ Performance ไม่บวก ไม่ลบมากเกินไป ซึ่งก็ตรงตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มกองทุนประเภทนี้ หรือกองฝั่ง RMF ที่ลงทุนในพันธบัตรหรือสินทรัพย์เสี่ยงน้อยก็ได้ performance ไม่เยอะ ก็ตรงตามวัตถุประสงค์ของ RMF ประเภทนั้นเช่นกัน แต่มันก็จะมีกอง LTF/RMF อื่นๆ ที่ลงทุนในหุ้น  แต่ก็ ได้ performance ตามที่เห็นในช่วงเวลาดังกล่าว  ก็เป็นตัวอย่างก็แล้วกันครับ หรืออาจจะไปดู Fund Rank อื่นๆ ใน FIN App ได้ครับ

ลองเปรียบเทียบกันในภาพใหญ่ครับ  แค่ในช่วงเวลาเดียวกันประมาณ 2 เดือน  กลุ่มนึงทำกำไรกัน ในช่วง 7% ถึง 15%   อีกกลุ่มอยู่แถวๆ 0% ถึง 0.3% เท่านั้น   Performance ต่างกันพอสมควร  ถ้ามองกันที่ระยะไกลขึ้นเช่น 1 ปี ก็จะยิ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญมากไปกว่านี้

ดังนั้น การเลือกอยู่ให้ถูกกองนั้น  ค่อนข้างสำคัญไม่น้อยนะครับ  เพราะเวลามันก็วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่เคยหยุด แล้วเอาเราเก็บเงินของเราไว้ถูกที่หรือเปล่า ??   เรื่องนี้  FIN App จะช่วยได้  อย่างน้อยๆ ก็ทำให้รู้ว่า กองทุนอื่นๆ เมื่อเทียบกับกองที่เราลงทุนอยู่  มันอยู่ในระดับ จ่าฝูง หรือไม่  :)